วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การทำงานในรูปแบบ “ทีมเครือข่าย” หรือ Virtual Team...ตอนที่ 2


การทำงานในรูปแบบ “ทีมเครือข่าย” หรือ Virtual Team...ตอนที่ 2

ครั้งที่ผ่านมา ได้กล่าวเป็นภาพรวมไป...
ครั้งนี้จึงอยากจะลงรายละเอียดของ “สิ่งที่ต้องรู้และทำให้เกิดขึ้น” เพื่อให้ “ทีมเครือข่าย” ประสบผลสำเร็จนั้น ดังนี้
·       Leader และ Trust – ผู้นำ/ผู้จัดการ และ ความเชื่อ
การทำงานร่วมกันไม่ว่าจะรูปแบบไหน... “ความเชื่อ” ระหว่างกัน คือสิ่งสำคัญ และอาจจะเป็นคำตอบของความสำเร็จในการทำงานเป็นทีมด้วยซ้ำไป
เรื่องของ “ผู้นำ” และ “ความเชื่อ” นั้น มันมักจะมาคู่กันเสมอ
และเรื่องที่ว่า “ผู้นำที่ดี” นั้น เป็นอย่างไร? ...ประเด็นนี้มีคนกล่าว/เขียนไว้มากมายแล้ว ซึ่งก็ไม่ต่างกันนัก หาอ่านได้ทั่วไป (ใน blog นี้ก็มีให้อ่านในบทความเก่าๆครับ)


แต่ที่น่าสนใจคือ ... สิ่งที่คนทำงานในทีม Virual team ต้องการจะได้จากผู้นำ นี่สิ...น่าสนใจ
ข้อแนะนำนี้ คัดมาจากหนังสือของ K. Fisher and M. Fisher ครับ ได้แก่
1.    การได้รับความร่วมมือ มากกว่าที่จะถูกควบคุมโดยผู้จัดการ/ผู้นำ (Coordination)
2.    สามารถพบได้เสมอ (เมื่อลูกทีมต้องการ) (Accessibility)
3.    ข้อมูลที่ดีและไม่มากจนเกินไป (without overload)
4.    การให้ความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะย้อนกลับ(มาที่ลูกทีม) มากกว่าเพียงแค่คำแนะนำ (Feedback)
5.    ความยุติธรรมหรือมีความเป็นธรรมกับทุกคน มากกว่าการรัก/ชอบพอในคนแค่บางคน (Fairness)
6.    การตัดสินใจ ที่ไม่ใช่การก้าวก่าย (Decisiveness)
7.    ความซื่อสัตย์/จริงใจ มากกว่าการชักใย/บงการ (Honesty)
8.    ใส่ใจในเรื่องการพัฒนาลูกทีม มากกว่าการปล่อยปละละเลย (Development)
9.    สร้างชุมชนของการร่วมกันทำงาน มากกว่าการเรียกคุยแบบตัวต่อตัว(เรียกเดี่ยว)(Community building)
10.           การให้ความเคารพหรือนับถือกัน มากกว่าการดูแลแบบครอบครัวหรือยอมๆกันไป (Respect)

·       Working tools – เครื่องมือที่ช่วยการทำงานร่วมกัน
แน่นอนว่า...การทำงานร่วมกันจากคนที่อยู่ต่างพื้นที่/ประเทศนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการใช้ “เครื่องไม้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ” ช่วยให้การทำงานแบบนี้ ประสบความสำเร็จได้
เครื่องมือที่ช่วยได้ดี ได้แก่
1.    ระบบวีดีโอประชุมทางไกล (VDO conference)
สิ่งที่ต้องใส่ใจคือ....
ช่วงเวลาใช้การสื่อสารร่วมกันนี้ ทุกฝ่ายต้องมีวินัยที่จะ “ตั้งใจ” จดจ่อกับประเด็นที่คุยกัน
เพราะมีเหตุการณ์ที่ว่า...ฝ่ายหนึ่งนำเสนออยู่ พอมุมกล้องกลับไปที่อีกฝ่ายหนึ่ง พบว่ากำลังนั่งกินอาหารอยู่...อันนี้ก็จะส่งผลให้การประชุมทางไกล ขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้
2.    อีเมล์ทางอินเทอร์เน็ต (E-mail & Internet)
สิ่งที่ต้องใส่ใจคือ...
เมล์ต้องสื่อสารได้ครบถ้วน และ ถูกต้องตรงกับสิ่งที่ต้องการสื่อความ
ต้องไม่ยาวจนเกินไปที่จะทำให้ “ไม่อยากอ่าน”
และที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ...ทุกคนในเครือข่าย จะต้องหมั่นคอยเข้ามาตรวจสอบเมล์เป็นประจำ
มิฉะนั้น ก็ข้อมูลที่แต่ละคนได้ก็จะไม่ทันกันและไม่เท่ากัน...จะเป็นปัญหาในขั้นต่อๆไป
3.    ประชุมผ่านเครือข่ายเว็บ (Web Conference)
4.    โทรศัพท์
5.    เครือข่ายชุมชนสมัยใหม่ Social Network (Facebook, Twitter)
ปัจจุบันก็มีระบบการสื่อสารที่เอื้ออำนวยมากขึ้น
เพียงแต่วิธีนี้ บางองค์กรอาจจะมองว่า “เปิดเผยมากเกินไป” ซึ่งอาจจะจริงในบางกรณี
แต่บางกรณีอาจมองในแง่บวกได้เช่นกัน เช่น ในฝ่ายที่ต้องการเปิดเผยข้อมูลอยู่แล้ว เช่นฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด อย่างนี้ก็ถือว่านำเครื่องมือเครือข่ายชุมชนออนไลน์เหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
6.    ใช้บล็อก (Blog)

·       Communication and Feedback – การสื่อสารและเสนอแนะ
การสื่อสารและการส่งข้อมูลย้อนกลับ จะต้องทำอย่างมีประสิทธิภาพและต้องมีประสิทธิภาพมากกว่าใน “ทีมเครือข่าย” หรือ Virtual team
เพราะบางองค์กรที่ทำงานร่วมกันหลายประเทศ แน่นอนว่า แนวคิด/วิธีคิด วัฒนธรรม ภาษา ก็แตกต่างกัน ยิ่งต้องทำผ่านเครื่องมือสื่อสารที่อาจขาดประสิทธิภาพด้วยแล้ว
การสื่อความก็ย่อมไม่ได้ความสมบูรณ์แบบที่คาดหวัง
จึงต้องคำนึงถึง “สิ่งรบกวน” หรือ Noise ของการสื่อสารระหว่างกัน โดยเฉพาะในช่วงการใช้เครื่องมือสื่สารในการประชุม
วิธีหนึ่งที่อาจจะช่วยได้คือ “การตั้งใจ” ในการสื่อสารระหว่างกัน โดยเฉพาะ “การตั้งใจฟัง” (Empathic Listening) ต้องเข้าใจถึงความรู้สึกที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่/ประเทศ ภาษาที่ต่างกันอาจให้ความเข้าใจกันไปแตกต่างกัน (อาจจะต้องเช็คความเข้าใจระหว่างกันบ่อยๆ ที่เรียกว่า Paraphrasing)
สุดท้ายคือ การเสนอแนะย้อนกลับ (Feedback) ต้องเป็นไปในทางสร้างสรรค์ ให้กำลังใจในระหว่างคนในทีมเครือข่าย และคาดหวังถึงการพัฒนาไปข้างหน้า ให้เกิดความสำเร็จร่วมกัน

·       Decision making – การตัดสินใจ
กระบวนการตัดสินใจเอง ก็มีความแตกต่างกันระหว่าง virtual team กับการทำงานแบบอื่น
ที่สำคัญ คือ ...
ต้องตัดสินใจให้ “ทันการณ์” (Be timely) เพราะการทำงานในที่ห่างไกลกันนั้น โอกาสจะปรึกษากันได้บ่อยๆนั้น ทำได้ยาก
การตัดสินใจจึงต้องทันต่อเหตุการณ์ที่กำลังประสบอยู่ และแน่นอนว่าต้อง “ถูกต้อง” ด้วย ไม่ใช่ว่าตัดสินใจรวดเร็วแต่ผิดพลาด
สุดท้ายที่สำคัญต่อการตัดสินใจที่ดี คือ “การมีพันธสัญญา” หรือ Commitment ในทุกคนของทีมเครือข่าย (Consensus) เพราะหากทุกคนมีพันธสัญญาต่อกันและกันแล้ว การตัดสินใจจะออกมาในแนวทางที่ดีและมีโอกาสที่จะทำงานสำเร็จมากกว่า

.......................................................
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การทำงานในรูปแบบ “ทีมเครือข่าย” หรือ Virtual Team...ตอนที่ 1


การทำงานในรูปแบบ “ทีมเครือข่าย” หรือ Virtual Team...ตอนที่ 1

เมื่อกล่าวถึงเรื่อง “การทำงานเป็นทีม” หรือ Team working
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ...
คนทำงานแต่ละคนต้องมีงานอะไรบางอย่างที่ “ต้องช่วยกันทำ” (Collaborate)
หากไม่มีสิ่งที่ต้องทำร่วมกัน...ก็ไม่ต้องใช้ “ทีม” ในการทำงาน


ประเด็นที่น่าสนใจ คือ คำว่า “เครือข่าย” หรือ Virtual (บางคนใช้คำว่า “เสมือน” แต่ผมว่าอาจจะเข้าใจและนึกภาพยากไปหน่อย จึงขอใช้คำว่า “เครือข่าย” แทนในบทความนี้ครับ)
ประเด็นนี้เป็นการสร้างการร่วมทำงานของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่สามารถมาทำงานในที่แห่งเดียวกันได้
แต่จำเป็นที่จะต้องทำงานร่วมกันให้บังเกิดผลลัพธ์...ดังนั้น...
จึงต้องอาศัย “ตัวช่วย” ในการทำงานระหว่างหัวหน้าทีมกับลูกทีม และ ระหว่างลูกทีมด้วยกันเอง

“ตัวช่วย” ที่กล่าวมาข้างต้น ก็ใช้กันได้หลายรูปแบบ
ที่เห็นได้ชัดเจน คือ...
การใช้การประชุมผ่านวีดีโอทางไกล VDO conference
หรือ การใช้อินเทอร์เน็ต Internet
เป็นต้น

การใช้การทำงานในรูปแบบ “ทีมเครือข่าย” หรือ Virtual Team นี้...
มักพบในองค์กรที่มีการทำงานข้ามพื้นที่ ซึ่งอยู่ค่อนข้างไกลกัน
อย่างเช่น...
องค์กรต่างชาติที่มีบริษัทลูกหรือบริษัทสาขาอยู่ในต่างประเทศหลายๆแห่ง
เช่น บริษัทแม่อยู่ที่อเมริกา...บริษัทลูกอยู่กระจายหลายแห่งทั่วโลก (ไทย จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม)
เป็นต้น
ดังนั้น การทำงานที่จะต้องมาเจอกันตลอดเวลาย่อมเป็นไปไม่ได้...
การประสานงาน สั่งงาน ตามงาน ประเมินงาน จึงต้องใช้การสื่อสารกันผ่านการทำงานแบบ “ทีมเครือข่าย” นี้ จึงจะทำงานได้รวดเร็วกว่า สมบูรณ์แบบมากกว่า และ สำเร็จได้จริง

สิ่งที่ต้องรู้และทำให้เกิดขึ้น เพื่อให้ “ทีมเครือข่าย” ประสบผลสำเร็จนั้น มีดังนี้
1.    Leader – ผู้นำ และ ผู้จัดการ จะต้องมีภาวะผู้นำ Leadership และ การทำงานที่สอดคล้องกับ การทำงานในรูปแบบ “ทีมเครือข่าย”
2.    Trust – ต้องสร้าง “ความเชื่อ” ระหว่างกัน ทุกระดับ ซึ่งทำได้ยากกว่าการทำงานแบบพบกันหรือเห็นหน้ากัน
3.    Working tools – ต้องมีการใช้ “เครื่องไม้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ” ช่วยในการทำงานแบบนี้
4.    Communication and Feedback – การสื่อสารและการส่งข้อมูลย้อนกลับ จะต้องทำอย่างมีประสอทธิภาพและต้องมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำงานแบบพบเห็นหน้ากัน
5.    Decision making – กระบวนการตัดสินใจเอง ก็มีความแตกต่างกันกับการทำงานแบบอื่น

โดยสรุป จะเห็นว่า การทงานแบบ “ทีมเครือข่าย” ก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ
และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรลักษณะต่างๆได้ หลายรูปแบบ

ครั้งหน้าจะลงรายละเอียดของลักษณะสำคัญของ “ทีมเครือข่าย” ดังที่กล่าวทิ้งประเด็นไว้ข้างต้น

.......................................................
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555

องค์กรเพื่อการ “ร่วมประสาน” - Matrix Organization


องค์กรเพื่อการ “ร่วมประสาน” - Matrix Organization

หลายสัปดาห์ก่อนมีอีเมล์เข้ามาถามเกี่ยวกับ “Matrix Organization”
ซึ่งผมมีบทความฉบับเก่าๆที่เขียนไว้นานแล้ว ที่กล่าวถึงข้อดีของการจัดการแบบนี้
ก่อนอื่นเลยต้องขอ “ขอบคุณ” อย่างมากที่อ่านบทความผมแล้วมีคำถามส่งกลับมา
เชื่อว่า...จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านท่านอื่นๆด้วยครับผม

ผมขอใช้คำไทยๆเกี่ยวกับ Matrix Organization ว่าเป็น...
องค์กรเพื่อการ “ร่วมประสาน” ก็แล้วกันนะครับ
เพราะภาพที่เราเห็นจากการทำแบบนี้ จะมี การร่วมงาน การประสานงาน การเกี่ยวพันกัน ตลอดเวลา
ซึ่งจะว่าไปแล้วผมว่า ไม่ว่าองค์กรเล็กหรือใหญ่...ก็ทำ Matrix ได้ทั้งนั้น
แต่รูปแบบของ Matrix ต่างหากครับ ที่ “เป็นประเด็น”



บางรูปแบบของ Matrix นั้น...ก็มีรูปแบบการทำงานร่วมกันของแต่ละฝ่าย
หรือที่คุ้นกันในคำว่า ‘Cross functional team’
แบบนี้ผมก็ว่าเป็น Matrix...

หรือบางรูปแบบ Matrix ก็ทำการร่วมประสานเฉพาะส่วนการจัดการที่ Middle management
ซึ่งก็หมายถึงว่า คนทำงาน(ระดับแถวหน้า)จะมีหัวหน้าระดับกลาง(ผู้จัดการแผนก)ดูแลอยู่หลายคน
อันนี้ก็แบบหนึ่ง...

หรือ อย่างที่ P&G ในยุคของ A.G. Lafley(อดีต CEO) ก็มีการใช้รูปแบบ Matrix
โดยการให้ทุกแผนกงาน (เช่น การตลาด การบัญชี เป็นต้น) นั่งใกล้ๆกัน...
เพื่อประสานงาน พูดคุยกันทันที เมื่อมี “ประเด็น” ที่ต้องจัดการหรือประสานงานในขั้นตอนต่อเนื่องกัน
ผลดี ก็คือ...
-งานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเป็นเลิศ
-งานเกิดความรวดเร็วและถูกต้อง (ไม่ต้องตามแก้ไขกันบ่อยๆ)
-เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขึ้น (Trust) เพราะคุยกันมากขึ้น
-องค์กรมีการทำงานในรูปแบบ Team-working ประสานงานกันง่าย รวดเร็ว สอดคล้อง

หรือบางตำราก็ตั้งต้นที่ “ฝ่ายการตลาด” ในการทำ Matrix
ซึ่งเรียกกันว่า “Total Integrated Marketing”
ดูจากชื่อก็น่าจะเห็นภาพว่า...
เป็นการทำการตลาดแบบ “บูรณาการองค์รวม”
ซึ่งดูแนวทางลึกๆแล้วก็จะเห็นว่า เป็นการ “ร่วมประสาน” ระหว่างหน่วยงานต่างๆในองค์กรเช่นเดียวกัน

อีกรูปแบบหนึ่งที่ผมว่าไม่ค่อยมีใครทำเท่าไร...
จะว่าเป็นเรื่องใหม่ก็ใช่...
จะว่าเป็นเรื่องที่ “สำเร็จได้ยาก” ก็ใช่เช่นกัน
นั่นคือ...การสร้าง “นวัตกรรม” กลยุทธ์ หรือ Strategy Innovation
(ไม่ได้เขียนผิดนะครับ เพราะมันมีความแตกต่างจากคำว่า Strategic Innovation...ไม่เหมือนกันนะครับ)
เป็นการ “แต่งตั้ง” กลุ่มงานสร้างสรรค์ ในรูปแบบ “ร่วมประสาน” หรือ Matrix(Creative) group ขึ้นมา เพื่อค้นหา “นวัตกรรม” ให้กับองค์กร
ชื่อเฉพาะของกลุ่มคือ Discovery group (กลุ่มค้นหาสิ่งใหม่ๆนั่นเอง)
การทำ Matrix แบบนี้ผมว่าน่าสนใจมาก...เพราะเป็นการทำให้องค์กรมีนวัตกรรมเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ต่อไปในอนาคต...
เพียงแต่อย่างที่บอกครับว่า... “ทำยาก” เนื่องจากต้องอาศัย “ความร่วมมือสูงสุด”
จากระดับสูง
และจากระดับผู้จัดการ
และจากระดับคนปฏิบัติงาน
และจากคนนอกหรือที่ปรึกษาด้วย
เรียกได้ว่า “ความร่วมมือ 360 องศา” เลยทีเดียว
ก็อย่างว่าครับ...ของที่ทำยากก็ย่อมยั่งยืนมากกว่าเป็นธรรมดา

ดังนั้น ...
หลายองค์กรก็มีความอยากที่จะทำ Matrix organization
ซึ่งก็ต้องเริ่มทำ...แม้จะเริ่มความสำเร็จจากจุดหรือกลุ่มเล็กๆในองค์กร
เพราะความสำเร็จเล็กๆนั่นล่ะครับ...
จะขยายผลสู่ความสำเร็จทั้งองค์กรได้ในอนาคต
(หากยังยืนหยัดสู้ต่อไปได้...สู้กับอุปสรรคและผลลัพธ์ที่อาจจะมาช้าในบางครั้ง)

..................................
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทำไม...การเป็นเจ้านายตนเอง หรือ ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) – จึงดีกว่า (?)


ทำไม...การเป็นเจ้านายตนเอง หรือ ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) – จึงดีกว่า (?)

เรื่องนี้...
ผมว่าคนที่เป็นผู้ประกอบการอยู่แล้ว..คงตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด

ทำงานหนักกว่า...
ได้เงินมากกว่า...
และ มีความสุขมากกว่า...การเป็น “ลูกจ้าง” หรือ พนักงานบริษัทใหญ่ๆ
อันนี้มาจากงานวิจัยสำรวจที่สหรัฐอเมริกา

ข้อดีของการเป็นเจ้านายตนเองหรือ “ผู้ประกอบการ” นั้น
Zimmerer and Scarborough ได้สรุป “โอกาสดีของการเป็นผู้ประกอบการ”...
ไว้ในหนังสือ Essentials of Entrepreneurship ดังนี้
·       โอกาสที่จะกำหนดชะตาชีวิต/เส้นทางของตนเอง
มีอิสระที่จะทำในสิ่งที่ตนเองอยากจะทำ...
และสร้างความสำเร็จในสิ่งที่ตนเองคิดว่ามีความสำคัญ
สร้างสิ่งที่ตนเองฝันไว้ให้เกิดเป็นความจริง (ตามวิธีของตนเอง)

·       โอกาสที่จะสร้างความแตกต่าง – ที่สำคัญ
หลายคนเห็นประเด็นที่สำคัญในสังคม ซึ่งคนอื่นๆอาจมองเห็น
คนกลุ่มนี้จึงต้องการสร้างอะไรสักอย่าง(ผ่านการเป็นผู้ประกอบการ)
เพื่อจัดการกับประเด็นเหล่านั้น...
แล้วผลดีก็จะเกิดขึ้นทั้งสังคมที่เขาอยู่(สังคมดีขึ้น)และตัวของเขาเอง(กำไร)
ตัวอย่างเช่น...
Tom Golobic – CEO of GreatAmerica Leasing Corporation
ผู้อพยพถิ่นฐานจากสโลวีเนียมาเป็น “ภารโรง” ที่อเมริกา
ได้สร้างธุรกิจในรูปแบบ ศูนย์คอมพิวเตอร์ เพื่อเด็กๆในเมืองที่เขาอาศัยอยู่
โดยมีบริการจัดรถรับส่งเด็กระหว่างโรงเรียนและศูนย์คอมฯด้วย

·       โอกาสที่จะใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็ม 100%
พนักงานบริษัทหลายคนมักรู้สึกถึงงานประจำที่ดูแสนเรียบง่าย ถึงออกจะน่าเบื่อ ไม่ตื่นเต้น
ซึ่งแน่นอนว่า ไม่เหมือนกับ “ผู้ประกอบการ” ที่ต้องมีเรื่องตื่นเต้นให้พบอยู่แทบทุกวัน
ดังนั้น...
บุคลิกของผู้ประกอบการจึงมักต้องกระตุ้นตนเองได้ดีเพื่อให้ต่อสู้หรือเผชิญกับปัญหาที่เข้ามา
ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องนำใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่หรือมากที่สุด

·       โอกาสที่จะสร้างผลกำไรอย่างที่ตนต้องการ/พอใจ
มีคำกล่าวที่ว่า...
“ผู้ประกอบการโดยส่วนมากจะไม่ได้รวยล้นฟ้า แต่ก็มีความมั่งคั่งมากเพียงพอ”
มีตัวเลขของอเมริกาที่น่าสนใจคือ...
ประมาณ 75% ของคนที่รวยที่สุด 400 คนแรกในอเมริกา ...คือ...
ผู้ที่มาจากการเป็นผู้ประกอบการรุ่นแรกนั่นเอง (ผู้ที่เริ่มต้นจากการเป็นเจ้าของกิจการตนเอง)
First-generation entrepreneur

·       โอกาสที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคม(ทั้งสังคมที่ตนอยู่และประเทศ)
เริ่มจากความสุขที่ได้รับจากการเป็นร้านค้า/ผู้ประกอบการในชุมชนที่ตนอยู่
การได้ให้บริการ/ขายของให้กับชุมชน..จนสร้าง “ความเชื่อถือ” จากชุมชน...
นับเป็นเรื่องหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องการและมีความสุขกับสิ่งนี้
รวมไปถึงการที่ได้รู้ว่า...
พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้เศรษฐกิจของประเทศดำเนินไปได้ด้วยดี

·       โอกาสที่จะทำสิ่งที่ตนรักและมีความสุข
สิ่งนี้ชัดเจนอยู่ในตัวอยู่แล้วว่า...
ผู้ประกอบการ/เจ้าของธุรกิจตนเองนั้น ย่อมทำในสิ่งที่ตนเองรักและมีความสุข
การได้ทำอย่างนี้ทุกวัน...
อยู่กับธุรกิจหรืองานที่ตนเองรักนั้น คือเรื่องสำคัญและเป็นประเด็นหลักของการเป็นผู้ประกอบการ
จนมีประโยคที่พูดกันเสมอๆว่า...
“ชีวิตผู้ประกอบการนั้น... งานกับเล่น คือสิ่งเดียวกัน”


…………………..
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

ประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการ SMEs ไทย


ประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการ SMEs ไทย

อย่างที่กล่าวไว้ในบทความที่แล้วว่า...
SME ไทยนั้นมีบทบาทและความสำคัญต่อเศรษฐกิจรวมของชาติไทยอย่างมาก
คิดเป็นมูลค่าประมาณ 40% ของ GDP



แต่การดำเนินกิจการให้รุ่งเรืองนั้น...ยังมีประเด็นอยู่หลายประเด็น
ที่ยังคงเป็นตัว “ฉุดรั้ง” ความเจริญเติบโตของ SME ไทย
ดังที่ “สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” SMEs ได้สรุปไว้ ดังนี้
·       ความสามารถเชิงเทคโนโลยีและนวัตกรรม
ระดับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการประกอบการของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย
·        ความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมส่วนใหญ่ทำการผลิตชิ้นส่วน ตามการเขียนแบบของลูกค้าได้ ทำสินค้าตัวอย่างได้ สามารถออกแบบได้จากภาพหรือแคตตาล็อก และสามารถเขียนแบบตามคุณลักษณะที่ลูกค้ากำหนดได้ตามลำดับ แต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ในขั้นที่สูงขึ้น เช่น การทำสินค้าต้นแบบ (Prototype Part) มีวิสาหกิจจำนวนน้อยที่มีความสามารถทำได้ ในขณะเดียวกันการใช้บริการการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการผลิตจากภายนอกเพิ่มเติมเพื่อสร้างขีดความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยังมีน้อยและอยู่ในวงจำกัด วิสาหกิจจำนวนมากไม่ได้มีหน่วยงานวิจัยและพัฒนา (R&D) เป็นของตนเอง จึงทำให้ขาดความสามารถในการพัฒนางานวิจัยเพื่อส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานที่ดีขึ้น
·        ความสามารถทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น แต่ยังมีสัดส่วนไม่มากนัก โดยกิจการขนาดเล็กที่มีการจ้างงานไม่เกิน 15 คน มีอัตราการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการทำธุรกิจเพียงร้อยละ 10 รวมทั้งการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) ยังมีน้อย และไม่ได้ใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทำธุรกิจ ส่วนใหญ่จะใช้โปรแกรมการควบคุมการจัดการทั่วไปเป็นหลัก เช่น โปรแกรมระบบบัญชีและการเงิน แต่ยังใช้โปรแกรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบจัดการด้านการผลิตและการขายผลิตภัณฑ์โดยตรงค่อนข้างน้อย
·        ความสามารถในการดำเนินกิจกรรมการตลาด
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมส่วนใหญ่จะใช้วิธีการทำตลาดเองหรือมีบริษัทในเครือทำตลาดให้ มีเพียงส่วนน้อยที่จ้างบริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดโดยตรง และส่วนใหญ่ยังขาดหน่วยงานการตลาด ที่มีความพร้อมด้านบุคลากรที่มีความรู้ด้านการตลาดเป็นอย่างดี ขาดการกำหนดเป้าหมายทางการตลาดที่ชัดเจน และยังไม่มีการกำหนดแผนการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท รวมทั้งยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสำรวจความพอใจของลูกค้า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมส่วนใหญ่ทำการผลิตสินค้าภายใต้ตราสินค้าของผู้จ้างผลิตและมีความสามารถในการขายสินค้าสู่ผู้บริโภคปลายทางน้อย ส่วนใหญ่จะจำหน่ายให้ผู้ค้าส่งหรือตัวแทนการค้ามากกว่า
·        ศักยภาพของแรงงานและทรัพยากรมนุษย์
ศักยภาพของแรงงานและทรัพยากรมนุษย์ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีข้อจำกัดอยู่มาก จนเป็นปัญหาพื้นฐานสำคัญที่ส่งผลกระทบในระยะยาวต่อวิสาหกิจทั้งระบบปัญหาที่เป็นอุปสรรคมาก ได้แก่ แรงงานไทยโดยเฉลี่ยมีการศึกษาต่ำ การขาดช่างเทคนิคที่มีความสามารถ ยังไม่มีการพัฒนาช่างเทคนิคที่ตรงกับความต้องการในการสร้างมูลค่าสินค้าและบริการ ปัญหาการขาดวิสัยทัศน์ของช่างเทคนิคที่จะทำหน้าที่ออกแบบผลิตภัณฑ์ หรือพัฒนารูปแบบของผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาดในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งปัญหาของการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ในเชิงคุณภาพให้เกิดขึ้นโดยต่อเนื่อง
·        ความไม่พร้อมต่อการเปิดเสรีของตลาดสินค้า ตลาดทุน และตลาดเงิน
เนื่องจากมีข้ออ่อนด้อยในหลาย ๆ เรื่อง ทำให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมประสบกับปัญหาสำคัญ คือ การแข่งขันกับต่างประเทศ อันเนื่องมาจากแนวโน้มการเปิดเสรีด้านการค้าการลงทุน ของนานาประเทศ รวมทั้งข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement : FTA) โดยภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ ภาคการค้าปลีกที่ไม่สามารถแข่งขันกับธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่ หรือร้านสะดวกซื้อได้ เนื่องจากวิสาหกิจดังกล่าวมีข้อได้เปรียบในเรื่องเงินทุนและการบริหารจัดการที่ดีกว่า นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรมยังต้องประสบกับปัญหาการแข่งขันกับสินค้าจากประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า และการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ ส่วนภาคบริการที่มีแนวโน้มต้องเผชิญกับการแข่งขันกับบริการของต่างประเทศมากขึ้นเช่นกัน
·        ข้อจำกัดด้านธรรมาภิบาล
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมส่วนใหญ่ยังมีข้อจำกัดด้านธรรมาภิบาล ทั้งในเรื่องการจัดทำระบบบัญชีที่โปร่งใส การดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงเป็นผลทำให้มีความอ่อนด้อยและเสียเปรียบวิสาหกิจขนาดใหญ่ การที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนไม่น้อยเป็นธุรกิจครอบครัว มีผลให้การตัดสินใจทั้งในระดับนโยบายธุรกิจและระดับปฏิบัติการดำเนินการโดยเจ้าของธุรกิจเพียงบุคคลเดียวหรือกลุ่มเดียว ขาดการใช้ข้อมูลที่เป็นระบบในการบริหารจัดการ ขาดระบบงานที่ชัดเจน รวมทั้งยังขาดแนวคิดในการสร้างจิตสำนึกและแนวทางการปฏิบัติของบุคลากรในองค์กรที่จะนำแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภคมาใช้
·        ข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
o   วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงและใช้บริการทางการเงินของสถาบันการเงินในระบบได้ เนื่องจากปัญหาของกิจการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเอง คือ การขาดมาตรฐานด้านการจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังไม่มีการจัดทำบัญชีธุรกิจที่ได้มาตรฐาน
o   วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไม่สามารถระดมทุนผ่านตลาดทุนซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าและเป็นเงินทุนในระยะยาวได้

สิ่งที่น่าคิดต่อ...หากเราเป็น SME คือ...
แล้วอะไรคือ "ปัจจัยสำคัญเร่งด่วน" สำหรับ SME ไทย
ที่ต้องทำ...
เพื่อให้เติบโตได้...แข่งขันได้...

จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาและวิจัยต่อเนื่อง
ในรายละเอียด



…………………..
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ