วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

หลักในการ “เรียนรู้” Learning – มุมทางฝั่ง “ผู้เรียน” บ้าง


หลักในการ “เรียนรู้” Learning – มุมทางฝั่ง “ผู้เรียน” บ้าง

เมื่อกล่าวกันในเรื่อง “การสอน” ไปแล้ว...
คงต้องว่ากันในอีกมุม...คือ มุมของ “การเรียน”
ซึ่ง “การเรียนรู้” หรือ Learning นั้น มันก็มีหลักเหมือนกัน...
โดยไม่ว่าจะเป็นผู้สอนหรือผู้เรียน...ก็ควรต้องรู้หลัก “การเรียนรู้” นี้...
เพื่อให้กระบวนการ “สร้างคน” รุ่นใหม่ เกิดสัมฤทธิ์ผล

ในเรื่อง “การเรียนรู้” นี้ ผมขอยกหลักที่ผมค่อนข้างชอบและเห็นด้วยมากล่าวกัน
โดยเป็นหลักของ Les Donaldson & Edward E. Scannell
มีหลักการเรียนรู้ 5 ข้อด้วยกัน ได้แก่
1.    การเรียนรู้ต้องเริ่มที่ “ตัวผู้เรียนเอง”
2.    ผู้เรียนแต่ละคน มีความสามารถเรียนรู้ “ไม่เท่ากัน”
3.    การเรียนรู้ เป็นกระบวนการ “ต่อเนื่อง”
4.    การเรียนรู้ เกิดได้โดยการกระตุ้นทางประสาทสัมผัส
5.    การใช้ “สิ่งเสริมแรง” จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ดีขึ้น
 


·       การเรียนรู้ต้องเริ่มที่ “ตัวผู้เรียนเอง”
แน่นอนว่า...
การเรียนรู้ต้องเกิดขึ้นที่ “ตัวผู้เรียนเอง” ... คือต้องกระทำด้วยตัวเอง
ผู้สอนมีหน้าที่ในการ “สร้างบรรยากาศ” และสภาพแวดล้อมให้ “เอื้อ” ต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน
การเรียนรู้โดยตัวผู้เรียนเองนี้...เป็นการ “สะสม” ทั้งเรื่องความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ต่างๆ
รวมถึงทัศนคติที่จะเกิดการปรับเปลี่ยนหรือไม่ ก็ขึ้นกับการเรียนรู้ด้วยตัวเอง
ดังนั้น...
จึงต้องเข้าใจว่า...มันมีความแตกต่างไปในแต่ละคน

·       ผู้เรียนแต่ละคน มีความสามารถเรียนรู้ “ไม่เท่ากัน”
ดังที่กล่าวไว้ในข้อแรกว่า...
การเรียนรู้มีความแตกต่างในแต่ละคน
ดังนั้น...
แต่ละคนจึงเรียนรู้ได้ “ไม่เท่ากัน”
ตรงนี้มีมุมมองไปที่ “ความสามารถ” ในการเรียนรู้
หรือในบางท่านก็ลงรายละเอียดไปถึงขั้นที่ว่า...
เพราะแต่ละคนมี “แบบแผนในการที่จะเรียนรู้” แตกต่างกัน...
ดังนั้น บางคนจึงยากที่จะเรียนรู้ให้ได้ดี...เพราะมี “อุปสรรค” จากวิธีคิด/แบบแผนการคิดนั่นเอง

·       การเรียนรู้ เป็นกระบวนการ “ต่อเนื่อง”
การเรียนรู้เป็น “กระบวนการ” ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่า...
มันจะต่อเนื่องไปเรื่อยๆ...
และอาจจะมองได้สองด้าน คือ...
กระบวนการแบบเป็นทางการ และ แบบไม่เป็นทางการ
เช่น การเรียนรู้จากเพื่อน การเรียนรู้จากหัวหน้า เป็นต้น

·       การเรียนรู้ เกิดได้โดยการกระตุ้นทางประสาทสัมผัส
การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ ต้องผ่านประสาทสัมผัสของร่างกาย
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ...
แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการต่างๆ (เช่น ประมวลผลต่อไป)

·       การใช้ “สิ่งเสริมแรง” จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ดีขึ้น
อาจจะต้องมี “ตัวช่วย” เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ความอยากที่จัเรียนรู้...
หรือเกิดการเรียนรู้ที่เร็วมากขึ้น
โดยสิ่งที่สำคัญคือ...
ตัวช่วย หรือ สิ่งเสริมแรง ที่ทำให้ผู้เรียน “รู้สึกดี” แล้วมีการปฏิบัติซ้ำๆในกระบวนการเรียนรู้

..........................................................
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

การสอน หรือ Coaching ในวิถีพุทธ


การสอน หรือ Coaching ในวิถีพุทธ

วันก่อน...
ได้ฟังเทศน์ธรรมะ(ทางวิทยุ)จากท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ...
โดนใจมากๆ...
และสิ่งที่ได้ฟังนั้นเกี่ยวเนื่องกับบทความที่แล้ว...
ที่เกี่ยวกับการโค้ช Coaching หรือ...จะเรียกว่า “การสอน” ก็น่าจะพอได้

หลักใหญ่ใจความสำคัญของการเทศน์ครั้งนี้...
การสอน หรือ Coaching ในวิถีพุทธ
มุ่งไปที่ตัว “ผู้สอน” หรือ ผู้ที่คิดจะสอนคนอื่น
โดยมีหลักอยู่ 3 ประการ ได้แก่...

      1. สอนอย่างน่าอัศจรรย์
 2. สอนอย่างมีเหตุผล
 3. สอนอย่างมีปาฏิหาริย์



แน่นอนครับว่า...
ฟังครั้งแรกคงจะงงๆ...
และอาจพาลคิดว่าท่านอาจารย์เอาเรื่อง “ปาฏิหาริย์” มาเล่นกับคนฟัง

จริงๆแล้วคงต้องบอกว่า “ไม่ใช่อย่างที่คิด” ...
เพราะเมื่อได้ฟังรายละเอียดและการขยายความหมายแล้ว...
จะรู้ว่า...
เป็นหลักที่สำคัญมากๆใน “การสอน” ...
ซึ่งสามารถไปประยุกต์ใช้ในงานการต่างๆได้...
และแน่นอนว่า...รวมถึงการโค้ช Coaching

·       สอนอย่างน่าอัศจรรย์
หลักข้อแรกนี้หมายถึง...
การสอนนั้น ต้องเริ่มด้วย “ความน่าสนใจ” หรือ “ชวนให้ติดตาม” ...
หรือ หมายถึง “เรื่องต้องใหม่” เป็นต้น
เป็นหลักที่รู้ๆกันอยู่ว่า...
การมีปฏิสัมพันธ์กันคนอื่นๆนั้น...การเริ่มด้วยความน่าสนใจ เป็นเรื่องที่ต้องทำ หรือ แม้แต่ต้องเตรียมตัวมาอย่างดีเพียงพอนั่นเอง

·       สอนอย่างมีเหตุผล
หลักข้อนี้ก็คงเข้าใจได้ไม่ยากอะไร...
หมายถึง สิ่งที่จะนำมาสอนนั้น ต้องมีเหตุมีผล มีความสัมพันธ์กัน
หรือ สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเหตุเป็นผล หรือ เป็นจริง นั่นเอง
จริงๆแล้ว...ข้อนี้เป็นหลักการของ “พุทธ” ที่ชัดเจนมาก
เพราะศาสนาพุทธสอนให้พิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผล...
ไม่ใช่ความเชื่อง่ายๆ หรือ เชื่อ/ศรัทธาอย่างงมงาย

·       สอนอย่างมีปาฏิหาริย์
หลักข้อนี้ ให้ความหมายสื่อไปที่ “ความเป็นไปได้ของเรื่องที่จะสอน” ...
หรือ หมายรวมถึง สิ่งที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
ส่วนมาก...พวกเราเห็นคำ “ปาฏิหาริย์” นี้แล้ว...
มักคิดเลยเถิดไปถึง “ความเหนือจริง” ...
ซึ่งคำ “ปาฏิหาริย์”  ในที่นี้น่าจะเป็นความหมายที่มีนัยไปตามหลักพุทธที่มุ่งเรื่อง “ความเป็นไปได้” มากกว่าที่จะมุ่งให้ผู้สอนจะอวดอ้างสรรพคุณแบบ “เหนือจริง” ให้กับผู้เรียน

.............................................................
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การจะโค้ช (Coaching) ให้สัมฤทธิ์ผล...ต้องใช้เวลาและความเข้าใจ


การจะโค้ช (Coaching) ให้สัมฤทธิ์ผล...ต้องใช้เวลาและความเข้าใจ

‘Coaching is the art of giving back’
โค้ช คือ ศิลปะของการให้ย้อมกลับ(อะไรมากมาย)
ชอบประโยคนี้จังครับ...
เป็นข้อคิดจาก Dr Tracey B. Weiss
ว่าไปแล้ว การ “โค้ช” หรือ Coaching นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งในปัจจุบัน
มีการพูดกันเยอะ...
มีการ(พยายาม)ทำเรื่องโค้ชก็มาก...หลายองค์กร
ผู้จัดการก็มักจะต้องรับบทบาทหน้าที่ของ “โค้ช” ไปในตัว...
แต่เรื่องนี้ “น่าห่วง” ครับ...
น่าห่วงตรงที่...หากผู้จัดการไม่เข้าใจในเรื่อง “การโค้ช” หรือ “ไม่เต็มใจ” ที่จะ(รับภาระ)โค้ช...
ก็อาจจะเป็นผลเสียมากกว่าจะได้ “ผลดี” ...



ประเด็นที่อยากจะนำเสนอในตอนนี้คือ...
อะไรคือสิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจและปฏิบัติ ในการทำการโค้ช Coaching
1.    Coaching ไม่ได้ทำแล้วจบในครั้งเดียว
โดยเฉพาะเรื่องแนวคิดหรือพฤติกรรมนั้น...
มันคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ชั่วข้ามคืน หรือ พูดคุยกันเพียวครั้งสองครั้งแล้วมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
ต้องใช้เวลา หรือ จะเรียกว่า ต้อง “ลงทุนในด้านเวลา” ก็น่าจะพูดได้
การโค้ชนั้น...
ต้องมีทั้งการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน การเชื่อถือกันและกัน การเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ การวางแผนการปฏิบัติเพื่อปรับปรุงในหลายๆด้าน...ฯลฯ
จึงต้องใช้เวลานานพอควร ที่จะเห็นผล

2.    Coaching ต้องใช้เวลามาก โดยเฉพาะการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน (Relationship)
เรื่องนี้คงจะเป็นแบบเดียวกันทั่วโลก คือ...
ไม่มีใครหรอก ที่จะยอมปฏิบัติตามคนที่เขาไม่ชอบหรือไม่เชื่อถือ (Trust)
ดังนั้น...
ความสัมพันธ์ต้องมาก่อน...และต้องใช้เวลา
สิ่งสำคัญ คือ...ความซื่อตรงต่อกัน
และ..
ความใส่ใจ (With heart)

3.    Coaching มักเป็นการ “ใช้คำถาม” (Asking) มากกว่าจะมานั่ง “บอกเล่า” (Telling)
โค้ชที่ดี...คือ นักฟังที่ดี
การใช้คำถาม...แล้ว “ฟัง” คือ ทักษะที่โค้ชที่ดีต้องมี
เพื่อประโยชน์ต่อคนที่กำลังถูกโค้ช...ในการพัฒนาความสามารถ (เช่น ด้านการวิเคราะห์สถานการณ์)
การที่ใช้วิธี “การบอก” ไปเสียทุกเรื่อง...
จะส่งผลให้ไม่เกิดการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลงมากเท่าที่ควร...
หรือ มากตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

4.    Coaching ไม่ใช้สูตรสำเร็จในการแก้ไขทุกเรื่อง
ไม่ใช่ทุกเรื่องจะใช้การโค้ชได้อย่างสำเร็จ...
หรือไม่ใช่ทุกเรื่องที่การโค้ชจะนำมาซึ่งความสำเร็จหรือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้
ตัวอย่างเช่น...
คนที่ถูกโค้ชนั้น...ในบางครั้งก็มีความเป็นตัวตน(ของตนเอง-อัตตา)
ทำให้เกิดปฏิบัติตามเป็นไปได้อย่างช้าหรือ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้(เพราะเขาไม่ทำตามที่เราโค้ช)
เช่นนี้...
ผลการโค้ชก็คงไม่ได้ดังเป้าหมายมากนัก
หรือหลายๆเรื่อง...โดยเฉพาะเรื่องที่ใหย่ๆและซับซ้อน...
คงไม่สามารถใช้การโค้ชเพียงอย่างเดียวในการแก้ไข

โดยสรุปแล้ว...
การโค้ช Coaching เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องใช้เวลา(ลงทุน)
และต้องอยู่บนพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน
รวมถึงต้องเข้าใจข้อจำกัดบางอย่างของการ Coaching ด้วย
เพื่อให้การโค้ชเกิดผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ

.........................................................
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความรู้ที่ “ไม่เท่ากัน”..ทำให้ความสำเร็จของธุรกิจแตกต่างกัน - Asymmetric Information


ความรู้ที่ “ไม่เท่ากัน”..ทำให้ความสำเร็จของธุรกิจแตกต่างกัน - Asymmetric Information

คนบางคนคิดว่ารู้เรื่องราวดีอย่างยิ่ง...
แล้วพยายามที่จะสรุปอะไรต่อมิอะไรด้วยความคิดตนเอง เพื่อกำหนดทิศทางของธุรกิจ
หลายครั้งพบว่า...ไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่ตั้งใจไว้

มองเพียงแค่นี้...ก็จะเห็นสิ่งที่น่าคิดอยู่ 2 ประเด็น คือ...
1.    คนคนนั้น มีความมั่นใจที่สูงเกินไป จนลืมมองไปว่า ความรู้ที่มีอยู่(ในการไปทำงาน) ยังไม่พอ ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดโอกาสที่จะผิดพลาด(จากเป้าหมาย)ได้สูง
2.    การที่มีข้อมูลที่น้อยหรือไม่รอบด้าน โดยเฉพาะในเรื่องที่มีการเผลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Dynamic)นั้น มีความเสีย่งที่จะเกิดความล้มเหลวหรือผลลัพธ์เกิดไปในแบบอื่น(ที่อาจจะไม่ต้องการ)



ในโลกของความเป็นจริงแล้ว...
โอกาสที่เราจะมีข้อมูลหรือความรู้อย่างเท่าเทียมกันนั้น...
เป็นไปได้ยากมาก
หรือในศัพท์ทางธุรกิจ เรียกว่า “Asymmetric information”...
หรือ Information Asymmetry
แปลความได้ว่า “การมีข้อมูล(หรือความรู้)หรือโอกาสที่จะมีข้อมูล(หรือความรู้) อย่างไม่เท่าเทียมกันทุกคนหรือทุกฝ่าย”...
บางท่านใช้ความว่า “อสมมาตรทางข้อมูล” ... ฟังดูทางการมากๆ (แต่ใครชอบและเข้าใจได้ดี ก็ ok ครับ)

ตัวอย่างเช่น...
ธนาคารที่เป็นแหล่งเงินขององค์กรธุรกิจต่างๆนั้น...
มักจะมีข้อมูล(หรือความรู้) ที่ได้เปรียบกว่า สถาบันการเงินอื่นๆ
ซึ่งก็คือ “การมีข้อมูล(หรือความรู้)ที่ไม่เท่าเทียมกัน” ในอุตสาหกรรม หรือ การแข่งขันที่เหมือนกัน
(ในที่นี้คือ อุตสาหกรรมทางการเงิน)
ด้วยเหตุนี้...
ธนาคารจึงมีโอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตได้มากกว่า...
มีโอกาสที่จะรักษาหรือหาลูกค้าได้ดีกว่า...
ว่าง่ายๆก็คือ...
การรู้ข้อมูลของลูกค้าแต่ละราย...สามารถจัด campaign หรือ program ที่เหมาะสมและ...
ตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละรายได้ดีกว่า...
หรืออีกทางหนึ่งก็คือ...
ลูกค้าที่มีความเสี่ยงทางการเงิน...เมื่อธนาคารรู้อย่างนี้ ก็ย่อมต้องมีมาตรการเข้มงวดมากขี้น
ในการออกสินเชื่อหรือทำธุรกรรมต่างๆ
เป็นต้น

ว่าไปแล้ว...
คงไม่เพียงพบ “ความไม่เท่าเทียมกันของการมีข้อมูลหรือความรู้” ในอุตสาหกรรมทางการเงินเท่านั้น
อุตสาหกรรมหรือธุรกิจอื่นๆก็มีลักษณะอย่างเดียวกัน
และที่น่าสนใจอีกประเด็นก็คือ...
ประเทศที่มีผู้บริหารประเทศหรือนักการเมืองที่สามารถเข้าถึงข้อมูล/ความรู้ได้มากกว่าประชาชน
ก็ย่อมได้ประโยชน์จากการใช้ข้อมูลที่มีมากกว่านี้
ขึ้นกับว่า “ท่านเหล่านี้” จะใช้ไปในทางไหน...
เพื่อตนเองและพวกพ้อง หรือ...
เพื่อประเทศชาติและประชาชน

นี่ก็คือเรื่องราวของ “ความไม่เท่าเทียมกันของการมีข้อมูล/ความรู้”
Information Asymmetry
ภาพที่ซ่อนอยู่ลึกๆ...
และลึกกว่าภาพของการไม่เท่าเทียมกันทางสังคมและชนชั้น

....................................................
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การนำแผนกลยุทธ์ไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จ – Execution


การนำแผนกลยุทธ์ไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จ – Execution

เรื่องกลยุทธ์นี่...
หากไม่พูดถึง การนำแผนกลยุทธ์ไปปฏิบัติให้สำเร็จ หรือ Execution ก็อาจจะถือว่า “ขาดความสมบูรณ์”
บางทีก็เรียกว่า Implementation ก็ได้
หรือ บางทีก็อาจจะกล่าวกันรวมๆว่า Tactical ก็ไม่มีปัญหาใดๆ
สุดท้ายแล้วก็หมายถึง การเอาแผนงานที่วางไว้อย่างรัดกุม ไปทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ นั่นเอง


ว่ากันกว้างๆแล้ว...
การจะทำให้ การนำแผนไปปฏิบัติ (Execute) ได้ดีนั้น...
คงต้องอิงไปถึงว่า “แผนกลยุทธ์เองก็ต้องดีเยี่ยมยอด” เหมือนกัน
แผนที่วางไว้ดี...การนำไปปฏิบัติก็ง่าย ทำได้สำเร็จ
อันนี้ว่ากันในเรื่อง ตัวแผนงานหรือกลยุทธ์

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ เรื่อง “คน” หรือ people
หรือ staff หรือ workforce ก็แล้วแต่จะเรียกกัน
เรื่องคนนี่ก็เกี่ยวข้องอย่างสำคัญมากกับ “ความสำเร็จของการนำแผนไปปฏิบัติ”
ที่อยากกล่าวไว้มี 2 ส่วนหรือ 2 มุม ด้วยกัน ได้แก่
1.   ส่วนของผู้รับผิดชอบในการสั่งการหรือจัดการ
ส่วนนี้หมายถึงผู้รับแผนกลยุทธ์ลงมาจัดการ หรืออาจเป็นผู้ที่อยู่ในส่วนการวางกลยุทธ์ด้วยก็ได้ แต่หน้าที่สำคัญคือ จัดการแผนกลยุทธ์ให้เกิดการนำไปปฏิบัติให้เกิดผล
อย่างเช่น คนที่อยู่ในตำแหน่งการตลาด หรือ Marketing นั่นเอง
สิ่งสำคัญมากอย่างหนึ่งของคนในส่วนนี้คือ...
“การได้รับอำนาจเต็มในการจัดการหรือการสั่งการตามแผนกลยุทธ์”
เพื่อให้แต่ละหน่วยงานที่ต้องทำตามแผน เกิดการเชื่อฟังและยินดีรับแผนกลยุทธ์ไปปฏิบัติตามส่วนงานของตนให้สำเร็จ
เพราะหากขาดอำนาจสั่งการนี้แล้ว...
หน่วยงานต่างๆบางหน่วยงาน จะไม่เชื่อฟัง ไม่ทำตามแผนกลยุทธ์ ซึ่งจะส่งผลให้กลยุทธ์ที่วางไว้ แม้จะดีเพียงใด ก็ไม่สามารถสร้างผลสำเร็จได้
ในสามก๊ก...
เราก็จะเห็นว่า ขงเบ้ง ต้องได้รับอำนาจเต็มในการสั่งการตามแผนกลยุทธ์จากเล่าปี่
มิฉะนั้นแล้ว ขุนพลและนายทหารต่างๆหลายกอง จะไม่ทำตามแผนกลยุทธ์ ซึ่งโอกาสจะชนะข้าศึกก็เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน

2.   ส่วนของผู้รับการสั่งการหรือฝ่ายปฏิบัติการ
ตรงส่วนนี้ หมายถึง หน่วยงานต่างๆ (เช่น ฝ่ายขายในแต่ละพื้นที่) ที่ต้องรับแผนกลยุทธ์ไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จในหน่วยงานของตน ตามแผนปฏิบัติที่ได้รับการสั่งการจากผู้มีอำนาจในการจัดการแผน
สิ่งที่สำคัญ ที่ต้องมีในส่วนนี้คือ...
“วินัย” ซึ่งว่ากันลึกๆก็คือ “ความเชื่อฟัง(โดยตำแหน่งหน้าที่)”
เมื่อเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องมี “วินัย” ที่จะต้องเชื่อฟัง ผู้บังคับบัญชา
หากผู้บังคับบัญชาสั่งการลงมา...แต่ผู้ใต้บังคับบัญชาคอยถามตลอดเวลาว่า “ทำอย่างนี้ไปทำไม?” หรือ “ทำอย่างนี้แล้ว จะได้ประโยชน์อะไร?” ...
อย่างนี้แล้ว เห็นว่ากองทัพหรือองค์กรนี้ คงต้องพ่ายแพ้หรือล่มสลายในที่สุดอย่างแน่นอน
จริงๆแล้ว คำถามนั้นมีได้...แต่ไม่จำเป็นต้องถามทันทีที่มีคำสั่งไปเสียทุกครั้ง
ในสามก๊ก...
หากกวนอู เตียวหุย จะต้องถามและได้คำตอบ(อย่างที่จะทำให้พอใจ) จากขงเบ้งแล้วล่ะก็...
กองทัพของเล่าปี่คงจะแพ้พ่ายและไม่สามารถยืนขึ้นมาเป็น หนึ่งในสามก๊ก ได้อย่างเช่นที่เป็นอยู่

ดังนั้น การนำแผนกลยุทธ์ไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จ หรือ Execution นั้น
ต้องมีองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย 3 อย่าง คือ...
มีกลยุทธ์ที่ดี  ผู้สั่งการมีอำนาจเต็ม และ ผู้รับคำสั่งมีวินัยปฏิบัติงานตามคำสั่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์

................................................................
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ