วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Imagine vs Knowledge อะไรสำคัญกว่ากันแน่ ?

Imagine vs Knowledge อะไรสำคัญกว่ากันแน่ ?

มีคนชอบพูดว่า...
“ไอน์สไตน์ กล่าวว่า...จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้”
ท่านเชื่ออย่างนั้นจริงๆหรือครับ?

ถึงตอนนี้ ผมเองกลับไม่แน่ใจ (?)...

ได้ยินคนพูดบ่อยๆ...
จนอาจเรียกได้ว่า หลายคน “กล่าวอ้าง” ประโยคนี้บ่อยๆ
คนฟังก็เคลิ้มตามไป จนอาจลืมคิดในเนื้อหาสาระ หรือนัยจริงๆคืออะไร

ผมเองก็ไม่ได้ตามอ่านทั้งหมดทุกคำที่เกี่ยวเนื่องกับประโยคนี้หรอกครับ
(ถ้าตามหาอ่าน ก็อาจจะเข้าใจไอน์สไตน์บ้างว่าเขาต้องการจะสื่ออะไรบ้าง!)

แต่ผมคิดว่า...
หากเรามุ่งหวังให้คนคิดเพียงด้าน “จินตนาการด้านเดียว” Imagine ผมว่ามันจะขาดสมดุลไปนะครับ
คิดเอง มองเอง จากมุมการปฏิบัติและการทำงานของผม
ผมว่า “ความรู้” Knowledge ก็สำคัญพอกันครับ
ใช้จินตนาการมากไป ก็รู้สึกว่า จะเหมือนฟุ้งๆไปหน่อย
ผมเห็นหลายๆคนมีความคิดดีๆครับ
แต่พอจะเอาความคิดดีๆนั้นมาปฏิบัติ กลับพบว่ามันทำได้ยาก
เพราะมันขาดส่วนที่เรียกว่า “ความรู้” ไป
หรือ ความรู้อาจมีอยู่ เพียงแต่มันยังไม่มากพอที่จะทำให้ความคิดนั้น “เกิดผล”



อีกสิ่งหนึ่งที่ผมว่าสำคัญไม่แพ้กัน หากเราต้องการจะทำอะไรให้เกิดผล คือ
“ความอยาก”  Passion (แค่ความต้องการอาจไม่พอครับ)

คนส่วนหนึ่ง...
ไม่ประสบความสำเร็จ
จริงๆแล้ว ผมว่าพวกเขาไม่ได้ล้มเหลวเพราะไม่มีความสามารถหรอกครับ
แต่พวกเขาล้มเหลว เพราะ “เลิกล้ม” ต่างหาก
คำว่า “เลิกล้ม” นี้ ผมถือว่ามันสัมพันธ์กับ คำว่า “ความอยาก” ครับ
เมื่อไรที่เราหมดความอยาก
เราก็มักจะไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรก็ตาม แม้มันอาจจะง่าย
ก็เท่ากับว่า “เราเลิกล้ม” นั่นเอง

มีความคิดหรือจินตนาการดี บรรเจิด สวยงาม
มีข้อมูลความรู้เพียงพอ มากพอ
และมีความอยากหรือความต้องการจะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ อย่างแท้จริง
ย่อมส่งผลให้เกิด “ความสำเร็จ” อย่างแน่นอนครับผม

Imagine + Knowledge + Passion = Success
ผมเชื่อเช่นนั้น

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Take the Heat! น้ำอดน้ำทน

Take the Heat! น้ำอดน้ำทน

วันก่อนได้เรียนรู้ ประโยคภาษาอังกฤษประโยคหนึ่ง
จากการเข้าร่วมงานสัมมนา เรื่อง ‘Change’
นั่นคือ ประโยคที่ว่า “Take the Heat!”
แปลแบบให้เข้าใจง่ายๆได้ว่า
“มีน้ำอดน้ำทน” ต่อสิ่งต่างๆ

การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปรกติของชีวิต
เป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้องประสบพบเจออย่างแน่นอน
ไม่มีทางเลี่ยง!
ประเด็นก็คือว่า “ใครจะใช้ชีวิตอยู่กับมันได้” อย่างมีความสุข
ในแต่ละวัน...

คนที่จะอยู่ได้อย่างมีความสุข คือ
คนที่มีน้ำอดน้ำทน “เป็นนิสัย”
โดยเฉพาะต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่กำลังประสบอยู่

คนที่เติบโตในองค์กร ขึ้นไปอยู่ในระดับการบริหารจัดการ
ย่อมมีเรื่องเข้ามาหาหลายด้านหลายมุม
ทั้งเรื่องงาน เรื่องคน
ผู้บริหารที่เก่งหรือสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข คือ
คนที่สามารถอดทน “มีน้ำอดน้ำทน” ได้ต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น

นี่หรือเปล่าครับ...
ที่เขามักจะบอกว่า “ยิ่งสูง ยิ่งหนาว”

เมื่อพูดถึงความอดทน หรือ “มีน้ำอดน้ำทน” นั้น
ผมมักนึกถึง หรือ เปรียบเทียบกับ “หิน”
ความเป็นหินนั้น สิ่งที่เราเข้าใจได้คือ หินนั้น “แข็ง แกร่ง หนัก นิ่ง”



หากจะเปรียบเทียบความอดทนแล้ว ก็คงจะคล้ายกัน
คนที่ “มีน้ำอดน้ำทน” จะมีบุคคลิกของ “ความหนักแน่น”
แข็งแกร่ง !
มีความนิ่งไม่สะทกสท้านต่อสิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบ
มีสติรู้ในการตอบสนองต่อสิ่งที่มากระทบ

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Attitude is everything





ผมได้คำพูดดีๆ จากหนังสือเล่มนี้ หลายคำ...
อยากแบ่งปันครับ

It’s not the destination, it’s the journey!
บางทีมันไม่เกี่ยวกับเรื่องที่หมาย แต่ควรใส่ใจเรื่องราวช่วงการเดินทาง

หลายๆครั้ง
เรามักจะเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องที่หมาย หรือเป้าหมาย มากเกินไป
จนลืมนึกถึงเรื่องระหว่างทางที่เดินไป
บางครั้ง มันอาจจะดีหากไปถึงที่หมายได้เร็ว
แต่โดยธรรมชาติแล้ว
ทำเช่นนั้น เรามักจะขาดการรับรู้ในรายละเอียดสองข้างทาง
จะดีกว่าไหม
ที่เราจะเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆจากข้างทางในระหว่างการเดินทางดูบ้าง

Attitude toolkit (1): the power of visualization
พลังของการคิดภาพความสำเร็จในอนาคต
คือ ภาพที่เราอยากให้เกิดขึ้นนั่นเอง
ตรงนี้เป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับตนเองที่ทรงพลังมากทีเดียว
ส่วนมากเรามักจะทำเพียงการตั้งเป้าหมาย
หากเราเพิ่มพลังของเป้าหมายด้วย “การสร้างภาพความสำเร็จในอนาคต”
โอกาสความสำเร็จย่อมมีอยู่สูง!

Attitude toolkit (2): protect your eye-gate
รักษาการรับรู้ที่ดีๆ
ดวงตาคือช่องทางของการรับรู้ที่สำคัญ
ก่อนเข้าสู่สมองของเรา
เราต้องรักษาให้ตาของเรารับรู้แต่สิ่งดีๆ (ก่อนนำเข้าไปคิดอยู่ในสมอง)
เช่น ดูทีวีรายการดีๆ เรื่องราวในมุมบวก หรือที่มีประโยชน์ต่อความรู้สึกของเรา
อ่านหนังสือดีๆ ที่ให้มุมบวกกับชีวิต เป็นต้น

Attitude toolkit (3): enthusiasm, a vital tool for staying motivated
“กระตือรือร้น” คือตัวที่จะทำให้เรามีแรงกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา เพื่อทำให้เกิดความสำเร็จ
ใส่พลังมุ่งทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นหรือให้เริ่มขึ้นให้ได้ก่อน
กล้าที่จะเสี่ยงบ้าง
ต่อสู้กับความกังวลหรือความกลัวบ้าง
พูดกับตนเองเสมอว่า “อย่าคอยเวลา เริ่มเลย!”

ความคิดหรือทัศนคติของเรา คือ ตัวกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเรา
หากมันไม่ดี
ลองพยายามเปลี่ยนมันดูสิครับ
เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น


Attitude is everything

Nagative Change - ชิวิตนั้น มันมี “วิถี” ของมัน

Negative Change

“การเปลี่ยนแปลง”
ถือเป็นเรื่องธรรมชาติของชีวิต
“ทุกคน”...

ประเด็นอยู่ที่ว่า
ใครปรับตัวได้เก่งกว่ากัน

อีกมุมคิดหนึ่งก็คือ
การเปลี่ยนแปลง มี ๒ แบบ คือ
บวก และ ลบ

แบบ “บวก” คงไม่เท่าไร
แต่แบบ “ลบ” หรือ Negative change นี่สำคัญอย่างยิ่ง

เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดของการเปลี่ยนแปลงเชิงลบ
มักจะเกิดกลไกของการตอบสนองในทิศทางคล้ายๆกัน (ดูรูปประกอบครับ)
  • ช็อค Immobilisation
  • ปฏิเสธ Denial
  • โกรธ Anger
  • ยอมรับและพูดคุยหาทางออก Bargaining
  • ยอมรับสิ่งนั้นเพื่อใช้ชีวิตต่อไป Acceptance


ชิวิตนั้น มันมี “วิถี” ของมันครับ
บางส่วนควบคุมได้ บางส่วนควบคุมไม่ได้
เราเองคงต้องจัดสัดส่วนชีวิตให้ดี
เพื่อการใช้ชีวิตของเราเองให้ดีมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

What’s Wrong With Work? “อารมณ์เสีย!”

What’s Wrong With Work? “อารมณ์เสีย!”

หนังสือเล่มนี้ดีจนผมต้องบอกว่า...
ลูกน้องต้องอ่าน เจ้านายต้องรู้...



เพราะสิ่งที่เป็นประเด็นปัญหาการจัดการในองค์กรทั้ง 5 อย่างที่อยู่ในหนังสือนี้
ซึ่งเป็นประเด็นความไม่พออกพอใจ หรือถึงขึ้นผิดหวังกับองค์กร Frustrations
ผมว่าเจอกันได้ทุกข้อเลยทีเดียว ในประเทศไทย(ผมเจอมาหมดแล้วขอรับ)
ข้อ 1 ประเด็น “ประชุมทำไมกันเยอะแยะ เสียเวลางานผมหมด!”
Waste-of-time Meetings
คนบางคนผมเห็นยุ่งตลอดเลย ทำงานงุดๆ
จริงๆว่าไปแล้ว คนทำงานเยอะนี่ ดีนะครับ ผมเองก็เป็นคนชอบคนขยัน
แต่การจะเติบโตในองค์กรได้ และจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรเมื่อคุณก้าวขึ้นไปบริหารงานนั้น
ผมว่าต้องเรียนรู้กระบวนการบริหารงานขององค์กรไปพร้อมๆกับการทำงานหนัก
อันนี้จึงจะดีนะครับ
การเข้าร่วมประชุมก็เป็นวิธีการหนึ่ง ที่คุณจะได้เรียนรู้ระบบหรือกระบวนการ รวมถึงวิธีการคิดการบริหารงานขององค์กร
อย่างน้อยผมว่า แค่คุณได้เรียนรู้จากใครสักคน(ในระดับบริหาร)ที่จะเป็นแบบ(Model)ให้คุณได้ในอนาคต นี่ก็ควรเข้าประชุมแล้วครับ
หนังสือเล่มนี้ได้จำแนกงานประชุมเป็น  รูปแบบ
ซึ่งตรงนี้ก็เป็นสาระที่ดี ในการตัดสินใจว่า งานประชุมไหนที่คุณต้องร่วม (ไม่ใช่ปฏิเสธไปซะทุกงาน) ได้แก่
1.    Daily Check-In คือ การประชุมง่ายๆแบบไม่เป็นทางการ สัก 5-10 นาทีของแต่ละวัน กับเพื่อนร่วมงานหรือร่วมโครงการ project (มุ่งเรื่องความสำเร็จของงาน Update)
ประโยชน์ คือ
-คุยกันว่าใครทำงานในส่วนของตนไปถึงไหนแล้ว update
-ลดหรือป้องกันปัญหาการสื่อสารที่ผิดพลาดระหว่างกัน
-ลดความสับสนว่าใครทำอะไร
ข้อควรระวัง - ไม่คุยเจาะประเด็นปัญหา ไม่โม้ว่างานเยอะเหลือเกิน ไม่มุ่งประเมินการแข่งขัน
2.    Weekly Tactical คือ การประชุมในแต่ละสัปดาห์ ประมาณ 45-90 นาที ของทุกคนที่ร่วมในโครงการ (มุ่งเรื่องการปฏิบัติงาน operational)
ประโยชน์ คือ
-มุ่งการคุยกันในเรื่องประเด็นที่น่าเป็นห่วงอยู่ในขณะปัจจุบัน Concern
-จบการประชุม ต้องรู้ว่าจะต้องไปทำอะไรต่อ และจะใช้อะไรเป็นตัววัดความคืบหน้าของงาน
-สิ่งที่เป็นผลผลิตอีกอย่างที่สำคัญมาก คือ ทุกคนต้องมีความเชื่อมั่นให้กับคนอื่นๆในทีมถึงงานที่จะไปทำต่อ ว่าจะสำเร็จ Commitment
ข้อควรระวัง – ไม่คุยเจาะเรื่องกลยุทธ์
(เพราะกลยุทธ์ทำเพื่อระยะยาว หากมีประเด็นเรื่องกลยุทธ์ ต้องรื้อทำใหม่ตามขั้นตอนกลยุทธ์ เพื่อให้ได้ “เคล็ดวิชาหรือกระบวนท่าใหม่” หากตอนนี้เกิดปัญหา อาจต้องพึ่งพา “ฤทธิ์มีดสั้น” ระยะประชิดตัวแล้วล่ะครับ)
3.    Monthly Strategic คือ การประชุมเป็นทางการประจำเดือน เป็นงานประชุมที่จะถกกันในปัญหาใหญ่ๆที่ส่งผลกระทบมากต่องานโดยรวมและอาจเป็นเรื่องของกลยุทธ์ก็ได้
ไม่ควรนำประเด็นปัญหาเข้ามาประชุมมากเกินไป โดยแต่ละประเด็นปัญหา ควรใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง(ผู้เขียนหนังสือแนะนำไว้)
ประโยชน์ คือ
-มุ่งแก้ปัญหาใหญ่ๆที่กระทบทั้งองค์กร
-อาจจะคุยในประเด็นกลยุทธ์ได้ หากจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะกลยุทธ์ระยะสั้นๆ
ข้อควรระวัง – การประชุมเรื่องกลยุทธ์ จำเป็นจะต้องมีข้อมูลที่มากเพียงพอ ดังนั้น ทุกคนควรร่วมกันหาข้อมูลเข้ามาประชุมในประเด็นที่ต้องการคุยกัน
4.    Quarterly off-site Review เป็นการประชุม ทุก 4 เดือน (ไม่ใช่ 6 เดือน หรือ 1 ปี) เพื่อมุ่งคุยกันในเรื่องแผนระยะยาว ในภาพใหญ่ของธุรกิจ
ประโยชน์ คือ
-มุ่งการคุยกันในเรื่องภาพรวมธุรกิจและแนวทางการทำงานในระยะยาว โดยมุ่งหัวข้อต่างๆอย่างหลากหลาย ตัวอย่างเช่น
            -ทิศทางของธุรกิจ
            -ประเด็นเรื่องบุคคลากร
            -ปัญหาเรื่อง “พนักงาน”
            -แนวความคิดใหม่ๆ Creativity
ข้อควรระวัง – การประชุมระดับนี้ ควรต้องมีผลลัพธ์บางอย่างออกมา outcome ที่สามารถนำไปต่อยอดให้เกิดเป็นเรื่องจริงในลำดับต่อไปได้

อีก 4 ประเด็น “ความไม่พออกพอใจ” ผมขอสรุปไว้เพียงหัวข้อก่อนนะครับ
โอกาสหน้าจะมาต่อในรายละเอียดครับผม

ข้อ 2 ประเด็น “หัวหน้าผมน่ะเหรอครับ อย่าให้ผมพูดเลย ขาดความเป็นผู้นำ แย่!”
Mis-Leadership

ข้อ 3 ประเด็น “องค์กรอะไร้! ทำงานไปวันๆ ทิศทางไม่มีเลย แล้วจะอยู่รอดได้ไงเนี่ย!”
Blurred Vision

ข้อ 4 ประเด็น “ทีมนั้นมันจะแน่สักแค่ไหนกัน หากไม่มีฉันแล้ว จะทำได้หรือเปล่า เชอะ!”
The silo Mentality

ข้อ 5 ประเด็น “แย่จริงๆ! ไม่มีความยุติธรรมเลย แ_ง ทำงานมาแทบตาย ตอบแทนกันแบบนี้! แ_ง เดี๋ยวลาออกให้ดู”
Unfairness

แล้วพบกันอีกครั้งครับ...คราวหน้า...

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ