วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โฆษณาแบบ TVC – ต้องสร้าง “ความดึงดูดใจ”


โฆษณาแบบ TVC – ต้องสร้าง “ความดึงดูดใจ” 

หากกล่าวคำนี้ออกมา... “โฆษณา”...
คงมีหลายคนร้องว่า... “out!”
แต่คงไม่ใช่กับ การโฆษณาที่เรียกว่า “TVC”
หรือ TV Commercial (Advertising)

ดูเหมือนหลายคนมองว่า...
การทำโฆษณานั้น “ง่าย” ...
คงไม่เถียงครับ...แน่นอนว่าใครๆก็ทำได้
ประเด็นคือ...
ทำแล้วส่งผลต่อ “สิ่งที่คาดหวัง” แค่ไหน(?)...
น่าจะเป็นสิ่งที่ควรถกเถียงกันมากกว่า



การทำโฆษณาแบบ TVC ที่เกริ่นไปตอนต้นนั้น...
ผมหมายถึง...
โฆษณาที่ใส่ “ความดึงดูด” ลงไป...
ดึงดูดให้คนดู...ติดตาม และ มี “อารมณ์” ร่วมไปตลอดจนจบ
ถึงแม้จะใช้เวลาสั้นๆ...
แต่ “อารมณ์ร่วม” นั้นสำคัญมาก...
เพราะมีผลต่อ “สิ่งที่เราคาดหวัง” นั่นเอง
TVC ดีๆเจ๋งๆบางชิ้นงาน...
ดึงอารมณ์คนดูได้ถึง 3-4 อย่างในเวลาไม่กี่นาที
ต้องบอกว่า “สุดยอด” ครับท่าน (คิดได้ไง!)
ตัวอย่าง “อารมณ์” ที่น่าสนใจ เช่น...
อารมณ์ขบขัน...
อารมณ์สนุก ... เพลิน...
อารมณ์เศร้า...เห็นใจ...
และที่ลืมไม่ได้...เพราะมันคู่กับมนุษย์โลกทุกเชื้อชาติ ทุกชนชั้น...
อารมณ์ดึงดูดความรู้สึกทางเพศ (ทางบวกนะครับ)

สุดท้าย...
คงต้องจบลงด้วยคำๆนี้...
“ความคิดสร้างสรรค์” (Creativity)
การผลิตสื่อโฆษณานั้น ต้องมีสิ่งนี้มาเกี่ยวข้องแน่นอนอยู่แล้ว...
แต่การทำ TVC ที่ใช้เวลาประมาณ 3-4 นาทีนี่...
ต้องบอกว่า...
ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ “กำลังสอง” เลยทีเดียว

บางครั้ง...
ความเรียบง่าย และเรื่องใกล้ตัว...
ก็เป็นสิ่งที่ “ดึงดูด” อารมณ์ร่วมของมนุษย์ได้สูงเช่นเดียวกัน
ลองคิดโจทย์งาน โดยเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว...
ก็น่าสนใจไม่น้อย

.................................................................
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

วิวัฒนาการของ คำว่า “นวัตกรรม” – Innovation meaning


วิวัฒนาการของ คำว่า “นวัตกรรม” – Innovation meaning

หากใครได้ศึกษาเรื่องของ “นวัตกรรม” ในช่วงก่อนๆ
คงจะรู้ว่า...
นวัตกรรม หมายถึง “กระบวนการ” ของการทำสิ่งใหม่
แต่มาปัจจุบัน...
จะเห็นว่า...การให้ความหมายของคำนี้... “เปลี่ยนไป”



ในงานวิจัยปัจจุบัน...
หรือ แม้แต่การสนทนากันทั่วไปในชีวิตประจำวันที่ท่านประสบอยู่
ความหมายของนวัตกรรมก็มีการใช้กันหลายรูปแบบ..หลายความหมาย
มีการให้ความหมายของ คำว่า “นวัตกรรม” แบบกว้างขึ้นไปอีก...
ไม่เพียงแค่กระบวนการแบบอดีตแล้ว...
ไม่ว่าจะฝรั่งหรือไทยเรา...
ดูเหมือนความหมายของนวัตกรรม จะครอบคลุมทั้ง “กระบวนการ” หรือ...
“วัตถุ” (Object) บางอย่างที่เป็นสิ่งใหม่ไปแล้วด้วย
บางครั้งเราจะพบว่า...
นวัตกรรมยังใช้มุมมองด้าน “ผู้บริโภค” ในการให้ความหมายเสียด้วยซ้ำ
โดยหมายถึง...
“สิ่งที่ผู้บริโภคมองว่าใหม่” (เอากันเข้าไป)
อย่างนี้...
เวลาจะไปนำเสนอ หรือ สนทนากับคนอื่น...
เราอาจจะต้องคุยกันก่อนว่า...
“เรา” กำลังจะคุยนวัตกรรมในลักษณะไหน(Context)
เพื่อจะได้เข้าใจตรงกัน
มิฉะนั้นแล้ว...
ปัญหาเรื่อง “การสื่อสาร” (Communication) ที่ว่าเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม
ก็คงจะ “ใหญ่” มากขึ้นอีกเป็นแน่แท้

นี่จะว่าไปแล้ว...
หากไปคุยกับคนอายุสัก 50 กว่าๆขึ้นไป...
คงจะสนุกน่าดู...
เพราะท่านทั้งหลาย(ที่อาจจะไม่ค่อยได้ติดตามกระแสที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วในปัจจุบัน) อาจจะไม่รู้จักคำว่านวัตกรรมด้วยซ้ำ...
แต่หากบอกท่านว่า “นวกรรม” แล้ว...
ท่านจะร้อง “อ๋อ” ขึ้นมาได้
ทำไมน่ะหรือ...
ก็เพราะสมัยท่านนั้น...มีการใช้คำว่านวกรรมนั่นสิครับ...

ก็คงเหมือนยุคแรกของคำว่า “โลกาภิวัฒน์”... (Globalization)
ท่านที่อายุมากหน่อย (รวมผู้เขียนด้วย)
คงจำได้ว่า...
เราเริ่มใช้คำว่า “โลกานุวัฒน์” ...
มาก่อนคำนี้นั่นเอง

...............................
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

จุดเด่นของ Google คือ... “เอาอยู่” โดยการสร้างสภาพการทำงานที่เป็นเลิศ Work climate


จุดเด่นของ Google คือ... “เอาอยู่” โดยการสร้างสภาพการทำงานที่เป็นเลิศ Work climate

คงไม่มีใครปฏิเสธความยิ่งใหญ่ หรือ ความสุดยอด ของ Google
ซึ่งนับวันก็ยิ่งเติบโตอย่างสดใส
หากทราบถึงที่มาที่ไปแล้ว...
ก็ยิ่งน่าตื่นเต้น...
และ “ทึ่ง” ในวิธีคิด และ การตัดสินใจ ในแต่ละช่วงของการก้าวเดิน

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้น... Google...
จากคนเพียงสองคน คือ...
Sergey Brin และ Larry Page ในปี 1998...
ตัดสินใจ “หยุด” ชีวิตของการไล่ล่าปริญญาเอกของตนเอง
ที่ มหาวิทยาลัยชื่อก้องอย่าง Stanford University...
เพื่อมุ่งเอาดีด้านการสร้างระบบการค้นหาทางอินเตอร์เน็ต
Internet Search engine
หากเป็นเราๆท่านๆก็คงคิดหนัก...
ด้วยกรอบการเลี้ยงดูแบบครอบครัวตะวันออก...
น้อยคนที่จะตัดสินใจเหมือนกับสองคนนี้

หลังออกมาลุยงานอย่างเต็มที่...
ดูเหมือนสิ่งทั้งหลายก็ผ่านไปด้วยดี...
ก็คงต้องยกนิ้วให้ เรื่องของ “นวัตกรรม” ที่ทั้งสองคนสร้างขึ้นมา
มีความแตกต่างและได้ประโยชน์อย่างแท้จริง
จาก “สิ่งเดิมๆ” ที่มีอยู่...
และที่สำคัญ คือ การตอบสนองสิ่งที่ยังไม่มีใครหน้าไหนจะให้ได้ใน “เชิงธุรกิจ”
นั่นคือ ...
การโฆษณาแบบที่บริษัทโฆษณาทั้งหลาย “ใฝ่ฝัน”
แล้วทุกอย่างก็ลงตัว...
Google และ พนักงานทุกคน “รวยเละ” !

สิ่งที่ต้องการการตัดสินใจ...
หรือ คำตอบสำหรับอนาคต คือ...
จะทำให้พนักงาน(ที่รวยแล้ว)ทั้งหลาย...
อยู่กับ Google ต่อไปได้อย่างไร ???
ต้อง “เอาให้อยู่”...

คำตอบสุดท้าย...
คือ การสร้างสภาพการทำงานที่ตอบสนองพนักงาน....
ที่มีบุคลิกแตกต่างจากองค์กรอื่นๆ...
พนักงานที่เป็นหนุ่มสาวผู้มีความฝัน...
ความทะเยอทะยาน...
ความกล้า...ความฉลาด “ขั้นเทพ”...
ความเป็นนักคิด ขั้น “สร้างสรร”... Creative สุดๆ
มีความเป็นตัวของตัวเอง... พวก “มั่น” สูง
มั่นใจ...เชื่อมั่น...



Google จึงตอบสนอง...
สร้างสิ่งต่างๆเพื่อสอดคล้องกับความต้องการของพนักงาน...
Work climate นั่นเอง
จริงๆแล้ว...
จะว่าไป...Google ก็ได้ประโยชน์อย่างมาก....
การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายให้พนักงาน
พนักงานก็ “สร้างงาน” ได้มากขึ้น...
มีแนวคิดใหม่ๆมากขึ้น...
นวัตกรรมก็มากขึ้น...
แล้ว Google ก็โตขึ้น...อยู่รอดแม้จะเผชิญ “พิษเศรษฐกิจ” ใดๆ
Google ก็ผ่านมาด้วยดี...เสมอ

สิ่งที่ Google สร้างให้พนักงาน...
เรียกกันว่า GooglePlex เป็นสำนักงานใหญ่ ใน Silicone Valley
ตัวอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่...
·       - พนักงานทำงานได้นาน หลายๆชั่วโมง ซึ่งจะได้รับการดูแลเหมือนเป็นครอบครัว(Family) มีคนทำอาหารให้ และกินฟรี เครื่อมดื่มสุขภาพและ snacks
·       - พ่อครัวยินดีที่จะเสิร์ฟอาหารให้ แม้จะเป็นช่วงเวลาระหว่างมื้ออาหาร แทนที่จะออกไปหากินเองในร้านอาหารต่างๆ
·       - การที่ Google มีพนักงานมีมาจากหลายชาติ – อาหารจึงต้องมีความหลากหลายไปด้วย ทั้งอาหารแบบเอเชีย อัฟริกัน อินเดีย ฝรั่งเศส อิตาเลี่ยน เป็นต้น
·       - ส่วนอื่นๆที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับพนักงาน ได้แก่ ร้านซักรีดในที่ทำงาน ร้านทำผม ร้านเกี่ยวกับการแพทย์และทันตกรรม บริการล้างรถ สถานที่หรับดูแลเด็ก(day care) ศูนย์ออกกำลังกาย fitness และ training ส่วนตัว

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ กลายเป็นตัวอย่างให้กับหลายๆองค์กร
ที่ต้องการสร้างความผูกพันของพนักงาน
และเสริมบรรยากาศที่จะให้พนักงาน...
สร้างสรรสิ่งใหม่ๆให้กับองค์กร

........................................................
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

“ความเก่ง” ของผู้นำอย่าง Schultz แห่ง Starbucks


“ความเก่ง” ของผู้นำอย่าง Schultz แห่ง Starbucks

ถึงอย่างไร...
ผมก็ยังชื่นชม “ความเก่ง” หรือ ความสามารถ ของ ผู้นำ
อย่าง Schultz แห่ง Starbucks

อย่างที่พวกเราทราบกันดีว่า...
ธุรกิจกาแฟที่แตกต่างและเป็นแบบอย่างของธุรกิจรูปแบบใหม่
อย่าง Starbucks นั้น...
เกิดขึ้นแบบ “ไม่ใช่ความบังเอิญ”

เป็นความสามารถและแนวความคิดของผู้นำแถวหน้าอย่าง Schultz
ผู้ซึ่งมี background ที่แสนรันทดและยากลำบาก
ลองไปหาอ่านดูครับ...ชีวิตตอนเด็กของเขา คือ “แก่น หรือ ราก” (root) ของ Starbucks
ที่มีความโดเด่นมาถึงทุกวันนี้...ในทุกแง่มุม

สิ่งที่บ่งชี้ถึงความสามารถ หรือ “ความเก่ง” ของ Schultz นั้น
ที่ผมชอบมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่ๆ ด้วยกัน ได้แก่
๑.     ช่วงการก่อตั้งธุรกิจใหม่ของเขาเอง (แม้ยังไม่ใช่ Starbucks)
๒.     ช่วงเวลาแห่งการ “ตัดสินใจ” ของแต่ละเหตุการณ์สำคัญของ Starbucks




ช่วงการก่อตั้งธุรกิจใหม่ของเขาเอง (แม้ยังไม่ใช่ Starbucks)
ในตอนที่เขาตั้งร้านกาแฟร้านแรกของเขาเองนั้น...
ยังไม่ใช่ Starbucks แต่เป็นชื่ออื่น
ประเด็นสำคัญคือ “ทำไม เขาจึงกล้าหาญชาญชัยขนาดนั้น”...
ที่ลาออก แล้วมาตั้งร้านกาแฟของตนเอง
“วิสัยทัศน์” หรือ Vision คือคำตอบ...
การมองเห็นอนาคตอันสดใส ของธุรกิจขายกาแฟ ในแบบที่คนอื่นๆ(แม้จะทำมานาน) มองไม่เห็น
นึกไม่ออก...
หรือ คาดไม่ถึง
เมื่อเห็น...แล้วเสนอให้... แต่เจ้าของเดิมกลับ “ไม่เข้าใจ”
สิ่งที่เขาต้องตัดสินใจ คือ ....
ออกมา “ทำเอง” เสียดีกว่า
ด้วยปณิธานที่มุ่งมั่นจสร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง...
ในธุรกิจร้านกาแฟแบบอิตาเลี่ยนแท้ๆ...
ที่คนอเมริกันยังไม่ซาบซึ้งดีพอ

ช่วงเวลาแห่งการ “ตัดสินใจ” ของแต่ละเหตุการณ์สำคัญของ Starbucks
มีหลายเหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะฝืนความรู้สึกของคนทั่วไป
หลายเหตุการณ์ที่มีคนวิจารณ์และไม่เห็นด้วย
แต่ Schultz มักจะตัดสินใจไปใน “ทิศทางตรงกันข้าม” เสมอๆ
เขาเป็น “คนดื้อ” ของสังคม ใช่หรือไม่?
หรือว่า คนในสังคมต่างหาก ที่ไม่กล้าออกนอกกรอบ (?)

ตัวอย่างที่ชัดเจนกรณีหนึ่ง คือ “การเพิ่มร้านกาแฟในระแวกเดียวกัน”
คนทั่วไปวิจารณ์ว่า...
“ไปไม่รอดแน่”...
“มันเป็นการสร้างร้านกาแฟที่มากินตัวเอง(แย่งยอดขายกันเอง)”
“...”
และอีกมากมาย

แต่ Schultz (ที่มองต่าง)...
กลับทำให้คำวิจารณ์ต่างๆนั้น “ผิดหมด” ...
เรียกว่า “หักปากกาเซียน” ทั้งหลายเลยก็ว่าได้

ผลประกอบการของ Starbucks กลับสูงขึ้น...
ร้านเดิมๆที่มีอยู่ก่อน...ก็ยังขายดี...
และขายดีมากขึ้นไปอีก...ด้วยซ้ำ
บริษัทเติบโต...
จนไม่มีอะไรมาหยุดการเติบโตอย่างมากเช่นนี้ได้
จนกระทั่งการเผชิญกับสิ่งภายนอก External factors
อย่าง “ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ” ....
“ความแรง” ของ Starbucks จึงเบาลงมา

..........................................................
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การบริหารจัดการวิกฤต - เรียนรู้จาก Tylenol crisis

การบริหารจัดการวิกฤต - เรียนรู้จาก Tylenol crisis

กรณีศึกษาหนึ่ง...
ที่ทั่วโลกต่างเรียนรู้ และ จดจำ...

ปี 2012 นี่ก็ถือว่า กรณีนี้ ผ่านมาแล้ว 30 ปี...
เหตุเกิดในปี 1982 

ยาแก้ปวด Tylenol นับเป็นยาต้นตำรับ...
ที่ผลิตโดยบริษัทที่เราๆคุ้นชื่อดี นั่นคือ...
Johnson & Johnson



ปัญหาที่เกิดขึ้น...
เพราะมีคนตายหลังจากกินยา Tylenol...
เหตุเกิดที่ Chicago
คนเสียชีวิต 7 คน...ก็เลย "เป็นเรื่อง" ขึ้นมา

CEO ในช่วงนั้น คือ James Burke
ได้ออกมาจัดการปัญหาร่วมกับทั้งพนักงานและหน่วยงานภายนอก
โดยหลักๆก็คือ...
FDA (องค์การอาหารและยา) และ...
ฝ่ายสืบสวนของทางภาครัฐ

ความรวดเร็วและความร่วมมืออย่างเต็มใจ(ดูจากการเปิดเผยข้อมูลอย่างเต็มที่)นี้
ทำให้การจัดการปัญหา "จบเร็ว" 
และส่งผลต่อธุรกิจที่กลับคืนมาได้เหมือนเดิม

ก็ต้องชื่นชมใน "วิธีการ" ที่ต้องเรียกว่า "มืออาชีพ"
เพราะหากไปดูในรายละเอียด...
จะพบว่า...
บริษัทดำเนินการอย่างมีขั้นตอนที่ชัดเจน และ...
ประสานงานกันอย่างดีเยี่ยม

ยกตัวอย่างให้เห็นในส่วนหนึ่ง คือ...


การแบ่งการบริหารจัดการวิกฤติ (Crisis) ออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่
1. รักษาช่องทางการสื่อสารให้ "เปิด" ตลอดเวลา (keep open the communication channel)
                2. กระทำการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องและรวดเร็ว (Quick, Corrective action)
3. "เชื่อ" ในผลิตภัณฑ์(และทุกสิ่ง)ของตน (keep faith)
4. ปกป้องและรักษาภาพพจน์ต่อสาธารณะ (public Image) 
5. กลับเข้าสู่ตลาดอย่างจริงจัง-มุ่งมั่น (Aggressively)

ลองศึกษาในรายละเอียดดูนะครับ
"เผื่อ" เก็บเป็นข้อมูลและเครื่องมือ ไว้ใช้ใน "ยามยาก" 

.................................
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ครับผม



ผู้นำในวิกฤต - Leader, are you ?

ผู้นำในวิกฤต - Leader, are you ? 

เราอาจจะมองเห็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่หลายคน...
ที่สร้างความสำเร็จให้กับองค์กร...ในช่วง "ขาขึ้น"

แต่ผมว่า...
สิ่งที่จะวัด "ความเป็นผู้นำ" Leadership ได้ดี่ทึ่สุด...
คือ เมื่อองค์การอยู่ใน "วิกฤติ" Crisis

"สถานการณ์..สร้างวีรบุรุษ" ...
ใช้คำนี้...คงไม่ผิดนัก

ว่าไปแล้ว...
ผู้นำองค์การใหญ่ๆทั่วโลก...ต่างมีช่วงชีวิตที่เผชิญ "วิกฤติ" กันมาทั้งนั้น

Steve Jobs แห่ง Apple
A.G. Lafley แห่ง P&G
และอีกหลายคน

อีกคนที่ผมว่า "ใช่" (Yes!) คือ...
James Burke - CEO ของ Johnson & Johnson ในยุค Tylenol มีปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไข

Tylenol กลายเป็นกรณีศึกษาที่ Classic มากที่สุดกรณีหนึ่งของโลก
และที่จะต้องกล่าวไปพร้อมๆกับกรณีศึกษาคือ...
ผู้นำที่ชื่อ James Burke คนนี้ล่ะครับ



สิ่งที่เป็นบทสรุปของ "ภาวะผู้นำในช่วงวิกฤต" ของ  James Burke คือ...

-ปัญหาถูกจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ...มีขั้นตอนชัดเจน - สั่งการชัดเจน

-ผลลัพธ์ที่ออกมาเยี่ยม - มีประสิทธิผล - Tylenol รักษาส่วนครองตลาดได้เหมือนเดิม

-เกิดสิ่งใหม่ๆให้กับโลก - ตัวบท(ระเบียบวิธีการป้องกันปัญหา)ในการป้องกันและจัดการปัญหา
โดยเฉพาะในเรื่องการปนเปื้อน Contamination

หากถามว่า...อะไรคือสิ่งสำคัญที่ James Burke ปฏิบัติ
ผมคิดว่าเป็นเรื่องเหล่านี้รวมกัน....
-ความรวดเร็วในการวางแผนและปฏิบัติ
-การปฏิบัติตามแผนอย่างเคร่งครัด
-การปฏิบัติที่ "สอดคล้อง" กันทุกแผนก
-การวางแผนและปฏิบัติ โดย "ร่วมมือ" กับหน่วยงานภายนอก External parties
-การเปิดเผย เพื่อแสดงความ "โปร่งใส" และ ให้ความร่วมมือ 100% (ประเด็น คือ สร้าง ความเชื่อมั่นให้กลับมานั่นเอง โดยเฉพาะกับผู้บริโภค/ลูกค้า)
-การใช้กระบวนการทางด้าน "การจัดการ" และ "การตลาด" (Marketing) ที่เป็นระบบ และ สอดรับกัน

สิ่งสุดท้าย ที่ผมว่าสำคัญที่สุด คือ...
ตัวของ "James Burke" เองนั่นแหล่ะครับ
การออกมาปรากฏตัวทางสื่อ...
ความเชื่อ(Faith) ในตนเอง ทีมงาน และการจัดการปัญหา

"หัวไม่ส่าย...หางไม่กระดิก" ครับ

........................
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ครับผม

วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

บางมุมที่น่าสนใจของ NIKE - เชิงกลยุทธ์

บางมุมที่น่าสนใจของ NIKE - เชิงกลยุทธ์

ว่าไปแล้ว...
NIKE ก็ถือว่าเป็นรองเท้ากีฬาที่หลายคนใฝ่ฝัน...
แม้แต่ผมเอง...
แต่ไม่มีปัญญาจะซื้อ(ในอดีต) เพราะแพงเหลือเกิน...

จะไม่ให้แพงได้อย่างไร...
ก็ NIKE ว่า positioning ของตนไว้ที่...
"ความเป็นนักกีฬา" ตัวจริงเสียงจริง เป็นหลัก
(Athlete)

แม้ adidas จะก่อร่างสร้างตัวมาก่อน คือ ตั้งในปี 1920 ที่ Germany
แต่ NIKE ตั้งเมื่อ 1962 ที่ USA
สิ่งที่แตกต่างคือ...
ภาพที่เกิดขึ้น
แม้อาจจะมีหลายคนบอกว่า...
เทคโนโลยีของ adidas นั้นดีกว่า
แต่ในฐานะผู้บริโภคแล้ว ผมก็ยังรู้สึกว่า...
ผลิตภัณฑ์ NIKE นั้นดีกว่า
หรือเพราะ กลยุทธ์ทางการตลาดที่ดีกว่าก็ไม่รู้
โดยเฉพาะ การใช้ Spokespersons อย่างพวกนักกีฬามือหนึ่งทั้งหลาย
เช่น ไมเคิล จอร์แดน
ไทเกอร์ วูด
ล้วนแล้วต้องเป็นเบอร์ 1 จริงๆ



พอพูดถึงตรงนี้...
กลยุทธ์การใช้ Spokespersons นั้น ก็คงต้องสอดคล้องกับ positioning ด้วย
หากย้อนกลับไปดูสิ่งที่ NIKE พลาดในเรื่องนี้
ก็เป็นแง่คิดที่ดี

NIKE เลือกใช้คนแรกคือ...
Steve Prefontaine ซึ่งเป็นนักวิ่งชื่อดัง

แต่กลับพบว่า..ผลที่ออกมาไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง
ข้อเรียนรู้คือ...
positioning ของ NIKE นั้น
มุ่งไปที่ segment ของผู้ที่กำลังเริ่มเป็นนักกีฬา...
ที่ต้องมีแรงบันดาลใจสูง
ต้องตั้งเป้าใหญ่ แล้วพุ่งไปข้างหน้า

"Just do it"...

แต่การใช้ Steve Prefontaine นั้น มันไม่ตอบโจทย์
ด้วยเหตุที่เขาก้าวขึ้นเป็นที่หนึ่งเสียแล้ว

ตรงกันข้าม...
พอ NIKE เปลี่ยนมาใช้ Michael Jordan ซึ่งกำลังเริ่มอาชีพนักกีฬา
และถือว่าเป็น "ดาวรุ่ง" ที่มาพร้อมกับแรงขับดันภายใน
เพื่อก้าวเป็นที่หนึ่งของโลก
ผลลัพธ์จึง "ประสบผลสำเร็จ" อย่างงดงาม

...........
ขอบคุณที่อ่านมาถึงที่สุด
อ๋อ ครับผม